- - THAI SHIPPER - 'เอสเอ็มอีส่งออก' อ่วม...!รับพิษบาทแข็ง-รัฐไม่ช่วยจริง
:: Home :: :: Home ::
 
 
 
 
 
 
Last Update Jun 19,2013
'เอสเอ็มอีส่งออก' อ่วม...!รับพิษบาทแข็ง-รัฐไม่ช่วยจริง (Nov 29,2010)
 
 
  “จิรบูลย์ วิทยสิงห์” เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย ได้สะท้อนให้ฟังว่า แม้ตัวเลขการส่งออกสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์จะมีอัตราการเติบโตดี โดยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 15% จากปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 12% แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาจากการดิ้นรนของภาคธุรกิจเอง และสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งปัญหาเงินบาทที่แข็งค่ามาต่อเนื่องนั้น ทำให้มองว่าตัวเลขที่ดีนั้นแฝงไปด้วยระเบิดเวลา เพราะการแข็งค่าของเงินบาททำให้มีต้นทุนสูงขึ้น เนื่องจากสินค้าในกลุ่มไลฟ์สไตล์มีการใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลักถึงเกือบ 90% จึงทำให้ได้รับผลกระทบมากกว่าอุตสาหกรรมอื่น

เชื่อรัฐบาลไม่จริงใจช่วย

อย่างไรก็ตาม มองว่าผู้ประกอบการส่งออกยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าที่ควร เพราะมาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติช่วงที่ผ่านมานั้น เมื่อพิจารณาเงื่อนไขในรายละเอียดแล้วไม่สามารถทำตามได้เลย ไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการส่งออก จึงดูเหมือนรัฐบาลไม่จริงใจ ซึ่งอาจเป็นเพราะเราเสียงไม่ดังพอเหมือนกลุ่มธุรกิจอื่น และเชื่อว่าน่าจะเป็นปัญหาในเรื่องการเมืองที่เป็นตัวกั้นด้วย ที่ทำให้พวกเราผู้ส่งออกไม่ได้รับการดูแล

ทั้งที่กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะมีผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น หากแยกออกมาคร่าวๆ จะพบว่าเป็นเอสเอ็มอีส่งออกซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอยู่ราวๆ 1,200 ราย เมื่อรวมกับธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จดทะเบียนนิติบุคคลอีก 1,800 ราย รวมเป็น 3,000 ราย ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่รวมไปถึงชุมชนต่างๆ ที่รับงานของเราไปทำอีก ทำให้รวมๆ แล้วน่าจะมีคนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้ไม่ต่ำกว่าล้านคน แต่รัฐกลับมองว่าเราเป็นนายทุน มองว่าผู้ส่งออกเอาแต่กำไร

“เขามองเราอย่างบายแอสว่าเราเป็นผู้ส่งออก มีกำไรดีอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงอยากจะบอกว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการในกลุ่มของเราทยอยปิดกิจการกันไปเป็นจำนวนมากแล้ว และถึงสิ้นปีนี้ก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 300 ราย ซึ่งคิดเป็น 10% ของผู้ประกอบการทั้งหมดในกลุ่ม และปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากเรื่องค่าเงินบาทอย่างเดียวเลย ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อนจริงเราก็ได้แจ้งไปแล้วว่ามีกว่า 1,000 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้าขายระหว่างประเทศ” นายจิรบูลย์กล่าว

สิ่งที่ได้เสนอไปนั้นมี 2 ส่วนคือการใช้กลไกของภาษีมุมน้ำเงิน และความช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง ซึ่งเสนอให้รัฐบาลช่วยเหลือเร่งด่วนแบบที่เคยออกมาตรการให้แก่กลุ่มประกอบการย่านราชประสงค์ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยสามารถลดเงื่อนไขและความยุ่งยากลง รวมทั้งน่าจะเป็นเงื่อนไขในลักษณะเดียวกันกับมาตรการช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้เรามีสภาพคล่องเพียงพอที่จะออกไปแข่งขันได้ โดยขอความช่วยเหลือไปตั้งแต่ก่อนน้ำท่วม จนขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลงแล้ว แต่ก็ยังไม่ทราบว่าจะได้เมื่อไร

“ผมมองว่าสาเหตุเรื่องนี้ น่าจะมาจากประเด็นทางการเมืองเป็นหลัก ทำให้เราไม่ได้รับความใส่ใจ เนื่องจากรัฐมนตรีที่ดูแลด้านการส่งออกไม่ได้อยู่ในพรรค ซึ่งเป็นแกนหลักของรัฐบาล ขณะที่ รมว.พาณิชย์ (นางพรทิวา นาคาศัย) เห็นปัญหาของเราอย่างจริงจัง แต่เราก็ต้องการทราบถึงความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร เพื่อที่หากไม่ได้จริงๆ เราจะได้ไปหาทางออกทางอื่นต่อไป ไม่ใช่ให้เรารอลมๆ แล้งๆ" นายจิรบูลย์กล่าว

ขณะนี้ เราเหมือนเป็นมะเร็ง ได้แต่กินยาเพื่อให้หายปวดเท่านั้น แต่ยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างครบวงจร หากยังไม่ได้รับการรักษาบอกได้แต่ว่าเราไม่รอดแน่ๆ สิ่งที่เราขอ อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือในกลุ่มที่เป็นเรียลเซ็กเตอร์จริงๆ และต้องแยกแยะด้วยว่ากลุ่มไหนมีปัญหา อย่าเหมาโหล เพราะจะทำให้รัฐบาลมองไม่เห็นคนที่ได้รับความเดือดร้อนจริงๆ เพราะกลุ่มส่งออกบางกลุ่มยังได้ประโยชน์จากกรณีบาทแข็งค่า เพราะนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก จึงทำให้เขาได้เปรียบในทุกวันนี้

นายจิรบูลย์กล่าวด้วยว่า ได้ส่งสัญญาณไปยังกลุ่มแล้วว่า ทิศทางของเงินบาทว่ายังคงมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ และมีโอกาสได้เห็นที่ 27.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐแน่ๆ ซึ่งประเด็นที่ผู้ส่งออกเป็นห่วงคงไม่ใช่กรณีเงินแข็งค่า แต่ต้องการเสถียรภาพทางการเงิน และการพยากรณ์ที่แม่นยำว่าทิศทางของเงินบาทจะเป็นอย่างไร เพื่อจะสามารถนำไปตัดสินใจตกลงซื้อขายสินค้าได้

ส่งออกปีนี้-ปีหน้าโตต่อเนื่อง
นายจิรบูลย์สรุปตัวเลขส่งออกของกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมาว่า ขยายตัวกว่า 18% จากปีที่แล้วที่ติดลบไปกว่า 10% เนื่องจากเหตุวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐ และเศรษฐกิจโลก หากคิดเป็นมูลค่าส่งออกในรูปของเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยน 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มูลค่ารวมจะอยู่ที่ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท แต่หากไม่นับรวมกรณีเงินบาทที่แข็งค่า มูลค่ารวมของกลุ่ม น่าจะถึงระดับใกล้เคียงหลักแสนล้านบาท

การที่กลุ่มยังเติบโตได้ในปีแต่ละปีนั้น เนื่องจากมีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มของเราเอง โดยวางแผนงานมาระยะ 5 ปี กำหนดทิศทางของตัวเองโดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาด้านการออกแบบ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันอย่างแข็งแกร่งของกลุ่มอุตสาหกรรมฯ ประกอบกับภาครัฐบาลเองมีแนวทางกระตุ้นเรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) ซึ่งสินค้าไลฟ์สไตล์เป็นสินค้าที่เห็นภาพลักษณ์ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ภายในกลุ่มเองยังมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น กรณีที่ตลาดสหรัฐลดลงเมื่อปีที่แล้ว แต่กรณีสินค้าของเล่นจากจีนที่ประสบปัญหา ก็ทำให้ของเล่นจากไทยได้รับอานิสงส์จากเรื่องนี้ไป ทำให้เมื่อสินค้าบางตัวในกลุ่มลดลง ก็จะมีชนิดอื่นเข้ามาทดแทน ส่งผลให้เราเติบโตได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในด้านการออกแบบ สินค้าของไทยก็เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

สำหรับตลาดส่งออกนั้น ในปีที่ผ่านมาพบว่าตลาดอาเซียนมีการเติบโตมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตลาดเสรีการค้าอาเซียน หรืออาฟตา ด้วย และการที่สินค้าไทยเป็นที่ยอมรับทั้งในด้านคุณภาพและราคา ตลอดจนการวางตำแหน่งสินค้าไว้ระดับบน โดยตลาดอาเซียนที่น่าสนใจคือ อินโดนีเซีย พม่า และเวียดนาม ตลอดจนตลาดในกลุ่มอาเซียน+3 (จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ) และอาเซียน+6 (จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) โดยเฉพาะตลาดจีน เป็นอีกตลาดที่น่าสนใจโดยการส่งออกผ่านไปทางฮ่องกง

นายจิรบูลย์กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้ส่งออก เรายังคงเดินหน้าเปิดตลาดใหม่ต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้เสนอแผนต่อกรมส่งเสริมการส่งออกในการไปร่วมโรดโชว์กับภาครัฐ โดยจะเสนอเป็นโครงการ ไทยแลนด์ อิมเมจ ที่จะเน้นการแสดงภาพลักษณ์ของสินค้าของไทย เน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ตลาดไฮเอนด์ และเจาะตลาดอาเซียนเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน ส่วนเป้าหมายปีหน้าคาดว่าจะเติบโตได้อีกไม่ต่ำกว่า 10% โดยมองตลาดที่มีการขยายตัวดีได้แก่ อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น

พิษน้ำท่วมตลาดในปท.ซบ

สำหรับตลาดในประเทศ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เชื่อว่ามีผลต่อการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในช่วงปลายปีนี้ จะส่งผลให้ตลาดสินค้าไลฟ์สไตล์ปลายปีซบเซาอย่างแน่นอน เพราะกำลังซื้อหายไป จะเห็นได้ว่าช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายลงแล้ว อารมณ์ในการซื้อสินค้าของผู้คน ซึ่งควรจะกลับมาด้วยแต่ก็ยังไม่เห็น

"กำลังซื้อที่หายไปส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มองค์กรต่างๆ และบุคคล ซึ่งปกติแล้วระยะนี้จะเตรียมซื้อสินค้าไว้เป็นของขวัญ ของชำรวยสำหรับอวยพรวันปีใหม่กันแล้ว แต่จุดนี้ก็เงียบลงไป เชื่อว่าส่วนใหญ่องค์กรเหล่านี้แบ่งงบประมาณส่วนหนึ่งที่กันไว้สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ ไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมแทน ทำให้เชื่อว่าตลาดของขวัญปลายปีนี้น่าจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแน่นอน"

ส่วนตลาดบนยังพอมีกำลังซื้ออยู่บ้าง แต่ก็จะมีการแบ่งงบส่วนหนึ่งไปบริจาคเช่นกัน ซึ่งการบริจาคก็สามารถนำไปหักลดหย่อนในปีหน้าได้ หรือหากจะซื้อสินค้าของขวัญส่วนหนึ่งก็จะหันไปซื้อสินค้าจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ซึ่งเป็นการช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คงยังไม่สามารถประเมินได้ว่ากำลังซื้อจากผู้บริโภคในช่วงปลายปีนี้จะลดลงไปเท่าไร เพราะต้องรอติดตามสถานการณ์จากงานที่อีก 2 ใหญ่ในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดกำลังซื้อครั้งสุดท้าย และหนึ่งในนั้นคืองานไทยแลนด์ เบสท์ บาย ซึ่งปกติจะมีเงินสะพัดในงาน 200-300 ล้านบาท
 
  Source : คม ชัด ลึก  
   
  Market Trends ในเดือน November  
   
   

 



Home | News&Events | Shipping Society | Market Trends | Rate Request
Sailing Schedule | Cargo Tracking | Directories | Facts&Figures | Forum | After Work
Member Area | Career Opportunities | Post Resume | Feedback | Contact Us | Disclaimer
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
 

Bank of Thailand
Last update
Jun 19,2013
 
Buying
Selling
USD
30.51
30.89
JPY
32
32.73
EUR
40.63
41.35
BBL | SCB | TFB