- - THAI SHIPPER - ส่งออกปี52 ยาโด๊ปไม่ออกฤทธิ์
:: Home :: :: Home ::
 
 
 
 
 
 
Last Update Jun 20,2013
ส่งออกปี52 ยาโด๊ปไม่ออกฤทธิ์ (Dec 30,2009)
 
 
  ในปี 2552 ที่ผ่านมา ภาคการส่งออกของไทย เส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนถึง 70% ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ถือเป็นปีที่ไม่สดใส สืบเนื่องจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่มีจุดเริ่มต้นจากการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ อิงค์ วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่อันดับ 4 ของสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในปลายปี 2551 ได้ส่งผลลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรมทางการเงินไปในหลายภูมิภาคของโลก

วิกฤติดังกล่าวยังได้พ่นพิษถึงการขยายตัวเศรษฐกิจและการค้าของโลกที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงที่สุดนับจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในส่วนของไทยภาพเริ่มปรากฏชัดเมื่อการส่งออกเริ่มขยายตัวติดลบเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2551 รวมถึงเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน จากช่วง 10 เดือนแรกยังขยายตัวเป็นบวก

พาณิชย์ปรับลดเป้ารายเดือน

ในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2551 นางพรทิวา นาคาศัย จากพรรคภูมิใจไทยได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มือใหม่ป้ายแดง ได้เข้ามาทำหน้าที่หารายได้เข้าประเทศ ประกาศที่จะผลักดันการส่งออกของไทยในปี 2552 ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2551 ในเบื้องต้นที่อัตรา 0-5% (จากปี 2551 ไทยส่งออกมูลค่า 177,775 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯขยายตัวจากปีก่อน 15.5%) ถือเป็นการตั้งเป้าหมายครั้งประวัติศาสตร์ที่ตั้งเป้าต่ำติดดิน

ถัดมาต้นเดือนมกราคม 2552 นางพรทิวาได้ประชุมเชิงปฏิบัติการ(เวิร์กช็อป)กับภาคเอกชนเพื่อกระตุ้นการส่งออกได้ข้อสรุป 5 มาตรการเร่งด่วนเพื่อกอบกู้วิกฤติ ประกอบด้วยมาตรการด้านตัวสินค้า ด้านราคาและต้นทุน ด้านการตลาด ด้านการสื่อสารและสร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้าไทย และมาตรการเสริมเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออกที่มีปัญหาถูกยกเลิกออร์เดอร์ชั่วคราว พร้อมประกาศเป้าหมายการส่งออกปี 2552 ใหม่อย่างเป็นทางการขยายตัวที่ 0-3% มูลค่า 177,841-183,177 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางเสียงครางฮือ จากหลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจชั้นนำที่ระบุว่าไม่มีทางเป็นไปได้ โดยส่วนใหญ่ประเมินตัวเลขการส่งออกจะติดลบเป็นตัวเลขสองหลัก

มาตรการกระตุ้น ไม่สัมฤทธิผล

อย่างไรก็ดีผลพิสูจน์ชัดในเวลาต่อมา การส่งออกของไทยมิอาจฝืนกระแสโลก เมื่อตัวเลขการส่งออกในไตรมาสแรกของปี 2552(มกราคม-มีนาคม) ขยายตัวติดลบสลบเหมือด โดยติดลบ 26, 11 และ23% ตามลำดับ ขณะที่รัฐมนตรีพาณิชย์ออกมาระบุมาตรการเร่งด่วน 5 มาตรการข้างต้นว่ามีความคืบหน้าไปมาก แต่จากตัวเลขการส่งออกที่ปรากฏฟ้องชัดว่ามาตรการต่างๆยังไร้ผล กระทรวงพาณิชย์จึงได้นำเสนอโครงการกระตุ้นการส่งออกเพิ่มเติม คือโครงการไทยแลนด์ เบสท์ เฟรนด์(TBF) โดยมีแผนเชิญลูกค้ารายใหญ่ของทุกกลุ่มสินค้าส่งออกมาเป็นแขกของรัฐบาล เพื่อมอบเกียรติบัตร พร้อมมอบสิทธิประโยชน์มากมายระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศไทยหวังมัดใจให้ซื้อสินค้าเพิ่ม ตั้งเป้าไว้ที่ 200 ราย และจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกอีกไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้นำเสนอมาตรการใหม่ออกมาอีกหลายมาตรการเพื่อกระตุ้นการส่งออกในครึ่งปีหลัง หลังจากครึ่งปีแรกการส่งออกยังขยายตัวติดลบทุกเดือนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในมาตรการสำคัญที่คาดหวังจะเป็นยาแรงที่ช่วยกระตุ้นการส่งออกให้ฟื้นคืนชีพกลับมาอย่างได้ผลคือ การเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "ภาษีมุมน้ำเงิน"แก่ผู้ส่งออกในรูปบัตรภาษีเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดหย่อนการเสียภาษี และช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ส่งออก

โดยข้อเสนอแยกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มสินค้านยานยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันกว่า 40% ของการส่งออกในภาพรวมเสนอให้ชดเชยในอัตรา 3-5% ของยอดการส่งออก ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่เหลือเสนอให้ชดเชยในอัตรา 2% ตั้งเป้าหมายจะช่วยเพิ่มยอดส่งออกอีก 900,000 ล้านบาท

แต่แล้วข้อเสนอเรื่องมุมน้ำเงินของกระทรวงพาณิชย์ในเวลาต่อมาไม่ได้รับการตอบสนองจากกระทรวงการคลัง เพราะขั้นตอนในการพิจารณามีความยุ่งยากและมีความล่าช้าเกรงจะไม่ทันกาล กระทรวงพาณิชย์จึงได้นำเสนอแนวทางใหม่ โดยเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาคืนภาษีมุมน้ำเงิน 5% ให้กับผู้ประกอบการทุกกลุ่มสินค้า มีเงื่อนไขหากในช่วงครึ่งปีหลังสามารถขยายยอดส่งออกได้เพิ่มขึ้นเกิน 20% เมื่อเทียบกับยอดขายในช่วงครึ่งปีแรก แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากกระทรวงการคลังอีกเช่นเคย

ยอมรับสภาพติดลบสองหลัก

ขณะที่โครงการไทยแลนด์ เบสท์ เฟรนด์ที่รัฐบาลได้เชิญผู้นำเข้ารายใหญ่จากต่างประเทศมาร่วมงานระหว่าง 22-27 มิถุนายน ณ ทำเนียบรัฐบาลจากเป้า 200 ราย มีมาร่วมงานเพียง 53 รายจาก 24 ประเทศ ซึ่งเวลานี้เป้าหมายช่วยเพิ่มยอดส่งออกที่ตั้งไว้เดิม 35,000 ล้านบาท ก่อนปรับลดลงมาเหลือ 8,000 ล้านบาทก็ยังไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ว่าสามารถช่วยเพิ่มยอดส่งออกได้มากน้อย จากมาตรการต่างๆ ที่ไม่ได้รับการตอบสนองกระทรวงพาณิชย์ได้ใช้เป็นข้ออ้างในการปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงโดยคาดจะติดลบที่ 15-19% เมื่อภาพรวมการส่งออกในปี 2552 ในช่วง 10 เดือนแรกติดลบทุกเดือน เช่นเดียวกับตลาดส่งออกเกือบทุกตลาดยังติดลบเป็นตัวแดงเกือบทั้งกระดาน ภาพที่ปรากฏคู่ค้ามีปัญหาสภาพคล่อง เริ่มจ่ายเงินไม่ตรงเวลา ราคาสินค้าต่อหน่วยปรับตัวลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ผู้ส่งออกของไทยต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอดมีการปรับลด/ปลดคนงานนับแสนคน

พลิกบวกนาทีสุดท้าย

อย่างไรก็ตามจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน ที่ได้ทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของโลกเริ่มฟื้นและปรับตัวดีขึ้นตามลำดับในเวลานี้ ผนวกกับสถานการณ์ตลาดส่งออกช่วงไตรมาสสุดท้ายซึ่งปกติแต่ละปีจะขยายตัวมากที่สุด เพราะมีเทศกาลเฉลิมฉลองทั้งเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ ล่าสุดยอดส่งออกของไทยในปี 2552 ได้พลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกเป็นครั้งแรกในรอบปี โดยส่งออกมูลค่า 13,840 ล้านบาท ขยายตัว 17% ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากฐานตัวเลขส่งออกช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ในฐานที่ต่ำและขยายตัวติดลบ(-21%)
ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศเป้าหมายการส่งออกใหม่ปี 2552 อีกครั้ง โดยคาดทั้งปีจะติดที่ลบ 13-15% ซึ่งจากข้อมูลในช่วง 11 เดือนแรกส่งออกแล้วที่มูลค่า 137,954 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากในเดือนธันวาคมสามารถส่งออกได้ที่ระดับ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขการส่งออกของไทยในปี 2552 จะติดลบที่ 15% แต่หากจะให้ได้ตัวเลขส่งออกติดลบที่ 13% ในเดือนธันวาคมต้องส่งออกกว่า 16,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องยาก

แต่บทสรุปการส่งออกของไทยในปี 2552 ไม่มีปาฏิหาริย์ ขยายตัวติดลบสองหลักตามคาด และถือเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบ 7 ปีนับจากปี 2544
 
  Source : ฐานเศรษฐกิจ  
   
  Market Trends ในเดือน  
   
   

 



Home | News&Events | Shipping Society | Market Trends | Rate Request
Sailing Schedule | Cargo Tracking | Directories | Facts&Figures | Forum | After Work
Member Area | Career Opportunities | Post Resume | Feedback | Contact Us | Disclaimer
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
 

Bank of Thailand
Last update
Jun 20,2013
 
Buying
Selling
USD
30.65
31.08
JPY
32
32.73
EUR
40.95
41.67
BBL | SCB | TFB