- - THAI SHIPPER - น้ำผักผลไม้ยังสดใสในตลาดอาเซียน
:: Home :: :: Home ::
 
 
 
 
 
 
Last Update May 23,2013
น้ำผักผลไม้ยังสดใสในตลาดอาเซียน (Jul 27,2010)
 
 
  อาเซียน นับเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันมูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยไปยังตลาดอาเซียนยังมีไม่มากนัก

ปัจจุบันไทยส่งออกน้ำผักผลไม้ (HS2009) มากเป็นอันดับที่ 13 ของโลก ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 2.7 มีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยปีละประมาณ 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11.3 ต่อปี ตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทยยังคงเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกรวมกันกว่าร้อยละ 70 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

สำหรับการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีมูลค่า 197.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.2 (YoY) โดยสามารถแสดงตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทย 5 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ดังนี้

สำหรับภาพรวมในการส่งออกน้ำผักผลไม้ในช่วงที่เหลือของปี 2553 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า น่าจะยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จนทำให้ภาพรวมของการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยทั้งปี 2553 น่าจะมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12-18 หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออกประมาณ 360-380 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

หากพิจารณาการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยแยกรายประเภทนั้น พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยส่งออกน้ำสับปะรดมากที่สุด โดยมีมูลค่าการส่งออก 116.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.6 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58.9 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ น้ำผักผลไม้ชนิดอื่นๆ น้ำผักผลไม้ผสม และน้ำส้มชนิดออเร้นจ์ ตามลำดับ

นอกจากสหภาพยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น จะเป็นตลาดส่งออกน้ำผักผลไม้ที่สำคัญของไทยแล้ว เป็นที่น่าสังเกตว่า อาเซียนนับเป็นตลาดที่น่าสนใจของไทย และมีแนวโน้มในการส่งออกน้ำผักผลไม้เพิ่มขึ้น โดยจะเห็นได้จาก ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดอาเซียนมูลค่า 23.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57.7 (YoY) โดยสามารถแสดงตารางการส่งออกน้ำผัก

ผลไม้ของไทยไปยังตลาดอาเซียนในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ดังนี้

เดิมไทยเริ่มมีการขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังอาเซียนก่อนที่จะมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าในปี 2553 แต่ยังมีมูลค่าการส่งออกไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศส่งออกหลักอื่นๆ แต่จะเห็นได้ว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 นี้ ไทยสามารถส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดอาเซียนได้มากขึ้นเกือบทุกประเทศ (ยกเว้นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน) ซึ่งปัจจัยที่ทำให้น้ำผักผลไม้ของไทยสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนได้เพิ่มขึ้นนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า นอกจากสภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ที่มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา ส่งผลต่อการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยไปยังอาเซียนโดยมีรายละเอียดดังนี้

อาเซียนเดิม (มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน) ส่วนใหญ่จะมีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือร้อยละ 0 มาก่อนหน้านี้แล้ว (ยกเว้นฟิลิปปินส์ที่ยังคงมีการเก็บภาษีนำเข้าน้ำผักผลไม้บางประเภทอยู่ที่ร้อยละ 5) จึงไม่ค่อยมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีเพียงอินโดนีเซีย และสิงคโปร์ที่มีมูลค่าการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้น

อาเซียนใหม่ (ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มสมาชิกใหม่ที่เริ่มมีการทยอยปรับลดอัตราภาษีนำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมา แต่ยังคงมีการเก็บภาษีนำเข้าไม่เกินร้อยละ 5 ซึ่งจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าลง ทำให้ต้นทุนในการส่งออกน้ำผักผลไม้ของไทยลดลง ส่งผลให้ไทยมีโอกาสที่จะขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังตลาดกลุ่มนี้มากขึ้น โดยจะเห็นได้จากในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยสามารถส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังประเทศเหล่านี้มากขึ้น โดยมีอัตราการขยายตัวอยู่ระหว่างร้อยละ 67-130 (YoY)

หากพิจารณาการส่งออกน้ำผักผลไม้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 แยกรายประเภท พบว่า ไทยส่งออกน้ำผักผลไม้อื่นๆไปยังอาเซียนมากที่สุดคิดเป็นมูลค่า 10.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 83.1 (YoY) หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 46.0 ของมูลค่าการส่งออกน้ำผักผลไม้ไปยังอาเซียน รองลงมา ได้แก่ น้ำผักผลไม้ผสม น้ำส้มชนิดออเร้นจ์ น้ำส้มชนิดอื่นๆ และน้ำสับปะรด ตามลำดับ

จะเห็นได้ว่า การส่งออกน้ำผักผลไม้ประเภทอื่นๆ นอกเหนือจากน้ำสับปะรดของไทยไปยังอาเซียนยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรที่จะใช้โอกาสจากการปรับลดอัตราภาษีนำเข้า และหันมาขยายการส่งออกน้ำผักผลไม้ประเภทอื่นๆ ในตลาดอาเซียนให้มากขึ้น

นอกจากไทยจะสร้างรายได้เข้าประเทศจากการส่งออกน้ำผักผลไม้เฉลี่ยปีละไม่ต่ำกว่า 290 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแล้ว ไทยยังมีการนำเข้าน้ำผักผลไม้จากต่างประเทศด้วยเช่นกัน โดยน้ำผักผลไม้ส่วนใหญ่ที่นำเข้ามานั้น จะเป็นน้ำผักผลไม้ที่ไม่สามารถผลิตได้เอง หรือผลิตได้น้อย และจะอยู่ในรูปของน้ำผักผลไม้เข้มข้นเพื่อที่จะไปเจือจางเป็นน้ำผักผลไม้พร้อมดื่ม หรือใช้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น เบเกอรี่ ไอศกรีม เป็นต้น

สำหรับการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 มีมูลค่า 28.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.3 (YoY) หากพิจารณาการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยแยกรายประเภทนั้น พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยนำเข้าน้ำองุ่นมากที่สุด โดยมีมูลค่าการนำเข้า 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 176.9 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.9 ของมูลค่าการนำเข้าน้ำผักผลไม้ทั้งหมดของไทย รองลงมา ได้แก่ น้ำผักผลไม้ชนิดอื่นๆ น้ำผักผลไม้ผสม น้ำส้มชนิดออเร้นจ์ น้ำเกรปฟรุ้ต และน้ำแอปเปิ้ล ตามลำดับ

ข้อพึงระวัง ผลจากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ที่มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าน้ำผักผลไม้ให้เหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ที่ผ่านมานั้น (ยกเว้นน้ำผักผลไม้อื่นๆ และน้ำผักผลไม้ผสมที่ยังคงมีการเก็บภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 30) ส่งผลให้อาจมีการนำเข้าน้ำผักผลไม้จากจีนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ดังนั้น ทางภาครัฐควรที่จะเข้ามาดูแล และให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะเกษตรกรที่ปลูกผักผลไม้ เช่น กำหนดมาตรการการนำเข้าน้ำผักผลไม้ รวมถึงการเข้มงวดในเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าที่จะนำเข้ามา เป็นต้น

หากพิจารณาการนำเข้าน้ำผักผลไม้ของไทยจากประเทศอาเซียน พบว่า ยังมีมูลค่าการนำเข้าไม่มากนัก โดยจะเห็นได้จากในช่วงครึ่งแรกของปี 2553 ไทยนำเข้าน้ำผักผลไม้จากอาเซียนมูลค่า 0.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 33.3 (YoY) โดยตลาดนำเข้าหลักของไทย ได้แก่ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย และประเภทของน้ำผักผลไม้ที่นำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นน้ำผักผลไม้อื่นๆ และน้ำส้มชนิดออเร้นจ์ อย่างไรก็ตาม ในช่วง ครึ่งแรกของปี 2553 ไทยยังคงเกินดุลการค้าในตลาดอาเซียนอยู่มาก ซึ่งมีมูลค่าเกินดุลถึง 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 58.7
 
  Source : สยามรัฐ  
   
  Market Trends ในเดือน July  
   
   

 



Home | News&Events | Shipping Society | Market Trends | Rate Request
Sailing Schedule | Cargo Tracking | Directories | Facts&Figures | Forum | After Work
Member Area | Career Opportunities | Post Resume | Feedback | Contact Us | Disclaimer
Copyright 2001 eBusiness Consultant ( Thailand ) Ltd. All rights reserved.
 

Bank of Thailand
Last update
May 23,2013
 
Buying
Selling
USD
29.55
29.93
JPY
28.67
29.33
EUR
38.08
38.78
BBL | SCB | TFB